Archive | มกราคม, 2011

ลบพื้นหลังด้วย Quick Selection Tool – CS5 เท่านั้น

30 ม.ค.

สวัสดีครับ

วันนี้ผมจะสอนการลบพื้นหลังภาพ ด้วย Quick Selection Tool นะครับ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะว่ามันมีใน CS ไหนบ้าง แต่นะจะมีเฉพาะ CS5 นะครับ

สำหรับซีเอสอื่นๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาลงวิธีลงพื้นหลังให้อีกทีนะครับ เพราะมันจะมีหลายวิธีมากๆ อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะถนัดใช้แบบไหนอ่ะนะ

ก่อนอื่นก็เปิดภาพที่เราจะทำขึ้นมา แล้วเลือกเครื่องมือ Quick Selection Tool หรือจะกด W ก็ได้ แล้วปรับไซส์บรัชให้มีขนาดพอเหมาะกับภาพของเรา แล้วก็จัดการลากไปตามรูปที่เราจะตัดออกจากพื้นหลังนะ ส่วนที่เราลากผ่าน มันก็จะขึ้นเป็นเส้นประ

 

 

 

ถ้ามันเกินออกมาจากรูปที่เราตัด ก็กดเปลี่ยนตรงที่เน้นสีไว้ให้เป็นแบบลบแล้วปรับไซส์บลัชให้เล็กลง แล้วก็จิ้มที่ส่วนที่เกินออกมา ทีนี้เส้นประมันก็จะไม่เกินมาตรงบีจีแล้ว ก็จะได้ภาพออกมาแบบนี้นะ
<<<<<

 

 

 

 

 

 

แล้วก็กด Refine Edge…  แล้วก็ตั้งค่าตามนี้เลย อาจจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากะภาพเราเองก็ได้ เพราะแต่ล๊ะภาพมันจะตั้งค่าไม่ค่อยเหมือนกัน
>>>>>

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วก็กด ctrl+J จะได้ออกมาแบบนี้
<<<<<

แล้วก็ไปที่
File > Place… เลือกภาพมาเป็นบีจี ย่อหรือขยายภาพบีจีได้เลย ภาพจะเป็นแบบนี้
>>>>>

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นก็แต่งภาพได้ตามแต่ความต้องการเลยครับผม ของผมก็แต่งออกมาได้ประมาณนี้
>>>>>

 

 

 

 

รีวิวหน้า ก็จะสอนลบพื้นหลังนี่แหละครับ แต่จะใช้วิธีอื่นลบเอา ซึ่งน่าจะใช้ได้ตั้ง CS2 ไม่ก็ CS3 นะ ติดตามกันด้วยนะครับ

TOOLs in Photoshop CS5 – 3

29 ม.ค.

สวัสดีคร๊าบบบ วันนี้มาลงต่อๆ อิอิ

ขอลงรูปเครื่องมือแบบรวมอีกรอบครับ เพราะต้องใช้ดูประกอบกันด้วย 555

เครื่องมือชุดนี้ จะเกี่ยวกับการสร้างรูปร่างนะครับ

15 – ใช้เกี่ยวกับการวาดรูปได้เหมือนกันครับ

…..

16 – ใช้ทำอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันอ่ะครับ ผมไม่เคยใช้ซะด้วย 555 ก็น่าจะเกี่ยวกับพวก Selection นั่นแหละครับ ชื่อมันบอก ฮิฮิ

…..

17 – ก็ใช้พิมพ์ตัวอักษรได้ทั้ง แนวตั้ง แนวนอน

…..

18 – ใช้วาดรูปร่าง และเส้น

เครื่องมือชุดต่อไป ก็เกี่ยวกับงาน 3D

19 – 21– ใช้เกี่ยวกับงาน 3D นะครับ ถ้าจะทำ ก็ต้องไปหาโมเดล 3D มาก่อนนะครับ

22 – ใช้ซูมเข้า – ออก

23 – ใช้เลือกสี Foreground

24 – ใช้เลือกสี Background

25 – ใช้สลับสี Foreground กับ Background

26 – ทำให้สี Foreground เป็นสีดำ ส่วน Background เป็นสีขาว

และแล้วก็จบสักทีนะครับ แนะนำเครื่องมือกันครบแล้ว

รีวิวต่อไป ผมก็จะสอนวิธีแต่งภาพแบบ … คิดไม่ออก ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะรู้เองแหละครับ ^^

TOOLs in Photoshop CS5 – 2

28 ม.ค.

ดีคร๊าบบบบ วันนี้ผมมาทำต่อตามสัญญาแล้วนะครับ รู้สึกว่า ผมจะชอบมาเขียนรีวิวเอาตอนดึกๆ ทุกที 5555555 ทำเสดปุ๊บ ผมก็จาไปนอนปั๊บ ^^

นอกเรื่องและเรา เชิญศึกษาเครื่องมือเอาไว้ให้ดีๆ เพราะบางทีผมเองก็อธิบายแบบมั่วๆ งงๆ เขียนเองก็ งงเอง 55 เพราะฉะนั้น โปรดทำความเข้าใจกันเองให้ดีๆ เข้าไว้นะครับ

เครื่องมือชุดนี้ ก็จะใช้เกี่ยวกับการแต่งภาพ ทั้งค่าสี การตัดต่อ ความสว่างของภาพ บลาๆๆ

7 – Spot Healing Brush ใช้ลบรอยเล็กๆ อย่างเช่น ลบรอยสิว ลบภาพส่วนที่สายไฟฟ้ามันห้อยมาบังวิว
Healing Brush ใช้ทำอะไรก็ไม่รู้เหมือนกานอ่ะครับ แต่เท่าที่เคยลองใช้มั่วๆ มันจะใช้งานคล้ายๆ Clone Stamp
Patch ใช้ทำภาพ 2 ภาพให้ซ้อนกัน แบบมิกซ์กันแล้วสวยๆ อ่ะครับ
Red Eye ใช้แก้ไขภาพคนที่พอถ่ายออกมาแล้วตาเป็นสีแดงให้กลับไปเป็นสีดำได้

…..

8 – Clone Stamp เวลาใช้ ให้กด Alt เพื่อเลือกส่วนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น แล้วลากเมาส์ไปตามภาพ จะได้ภาพใหม่ออกมาเท่าที่เราลากเมาส์ผ่าน
Pattern Stamp ใช้วาดภาพตามแพทเทินที่เราเลือกไว้

…..

9 – Eraser ก็แน่นอน  ใช้ลบส่วนที่ต้องการนั่นแหละครับ
Background Eraser ใช้ลบพื้นหลังของภาพ ให้เป็น BG แบบมีรอยลบเป็นวงๆ ได้
Magic Eraser ใช้ลบภาพบริเวณที่มีสีเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

…..

10 – Blur ใช้ทำภาพให้มัวๆ
Sharpen ใช้เพิ่มความคมชัดของภาพ
Smudge ใช้ลากสีจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ เหมาะกับการเกลี่ยสีภาพให้เสมอกัน

…..

11 – Brush ก็ใช้ระบายสีนะ
Pencil ก็ใช้วาดเส้นอ่ะครับ
Clor Replacement ใช้เปลี่ยนสีภาพ เฉพาะจุดได้ครับ
Mixer Brush ใช้ทำให้ภาพถ่ายเหมือนภาพวาดสีน้ำได้ หรือจะใช้ทำให้ภาพมัวๆ เลือนๆ ก็ได้เช่นกานครับ

…..

12 – History Brush ใช้แก้ภาพตรงจุดที่เคยแต่งแล้วไม่ชอบ ให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้
Art History Brush ใช้ทำภาพให้เหมือนภาพวาดสีน้ำได้

…..

13 – Gradient ใช้ลงสีแบบไล่สีได้
Paint Bucket ใช้ลงสี

…..

14 – Dodge ใช้เพิ่มแสงให้ภาพสว่างๆ ขึ้นได้
Burn ใช้ลดแสงให้ภาพมือลงได้
Sponge ใช้ลดสีให้ภาพกลายเป็นสีเทา หรือจะใช้เพิ่มสีให้ภาพมีสีสดขึ้นก็ได้ครับ

ตามเคยครับ ขอจบรีวิวนี้ไว้เท่านั้นล๊ะกานนะครับ ผมง่วงนอน 5555

พรุ่งนี้ติดตามกันต่อได้ TOOLs in Photoshop CS5 <3> นำเสนอชุดเครื่องมือทุกเหลืออีกชุดนะครับ

TOOLs in Photoshop CS5

27 ม.ค.

ดีค้าบบ มาทำความรู้จักกับเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญๆ สำหรับใช้แต่งรูปกันนะครับ

00 – ใช้เลือกลักษณะการวางเครื่องมือว่าจะเป็นแบบแถวคู่เหมือนในภาพ หรือจะเป็นแถวเดียว ก็ได้

เครื่องมือชุด Selection

1 – ใช้เลือกพื้นที่ของภาพตามที่ต้องการ มีให้เลือกหลายแบบทั้ง สี่เหลี่ยม วงกลม/วงรี เส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน

…..

 

2 – ใช้เลือกพื้นที่ของภาพ โดยการวาดรอบส่วนที่ต้องการ ทั้งแบบลากเส้นโค้ง เหลี่ยม และเส้นตามรอยขอบภาพ

…..

 

3 – สำหรับตัดภาพ
Crop ตัดภาพให้เหลือแค่ส่วนที่ต้องการ
Slice เป็นเส้นตัดภาพ เวลาเซฟออกมา จะแบ่งภาพเป็นชิ้นๆ ตามที่เรากำหนดไว้

….

4 – Move Tool ใช้ย้ายตำแหน่งภาพ

…..

 

5 – Quick Selection เลือกภาพส่วนที่ต้องการ เช่น การแยกภาพคน สัตว์ สิ่งของ ออกจากภาพพื้นหลัง
Magic Wand เลือกภาพส่วนที่มีสีเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน

…..

 

6 – Eyedropper ใช้เลือกสีที่ต้องการจากภาพ
Color Sampler ใช้สร้างตำแหน่งที่เราดรอปสีมา
Note ใช้เขียนข้อมูลกำกับรูปภาพไว้
Ruler ใช้วัดตำแหน่ง
Count ใช้เขียนตัวเลขเรียงลำดับ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ เพราะผมง่วงนอนมากๆ ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ
พรุ่งนี้เดี๊ยวผมมาแนะนำเครื่องมืออื่นๆ ต่อ วันล๊ะนิดๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองใช้งานดูไปก่อนนะครับ

เจอกันรีวิวหน้า  TOOLs in Photoshop CS5 <2>


How to …Photoshop CS5

26 ม.ค.

สวัสดีคร๊าบบบบ

รีวิวนี้จะเป็นรีวิวแรกที่ผมจะเริ่มสอนเทคนิคการแต่งรูปใน Photoshop นะครับ อ๊ะ อันที่จิง จาบอกว่า ผมสอนคงไม่ถูก เพราะผมก็ไม่ใช่คนที่เก่งโฟโต้ชอปเท่าไหร่ แต่พอดีผมรู้จักคนที่พอจาใช้งานโฟโต้ชอปได้ดีอยู่คนนึง เลยถามๆ เขาเอา แล้วก็นำมาเขียนรีวิวเผยแพร่ต่อนี่แหละครับ ^^

เอาล่ะ นอกเรื่องกันมาเยอะแล้ว มาเริ่มกันเลยดีกว่า ผมขอบอกไว้ก่อนว่า ที่สอนนี่ ใช้ Photoshop CS5 นะครับ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ CS5 ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมจะแนะนำไว้ให้ว่าถ้าเป็นเวอร์ชั่นอื่นต้องทำยังไง เอาล่ะ อันดับแรก เราก็ต้องมารู้จักหน้าตาเจ้าโปรแกรมโฟโต้ชอปกันไว้ก่อน โฟโต้ชอป CS5 ก็จะหน้าตาแบบนี้ เวอร์ชั่นอื่น ก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่ครับ

  1. เป็นส่วนของเครื่องมือทำงานในโฟโต้ชอป
  2. เป็นส่วนแสดงรายละเอียดของเครื่องมือที่เราเลือกใช้อยู่ ณ ขณะนั้น
  3. เป็นส่วนของเครื่องมืออื่นๆ และเลเยอร์
  4. เป็นพื้นที่การทำงาน มีส่วนที่เป็นภาพและพื้นที่สีเทา ซึ่งเมื่อเราเซฟภาพแล้ว จะไม่ได้ภาพที่อยู่บริเวณพื้นเทาติดมาด้วย

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีโปรแกรม Photoshop หรือว่ามีแล้ว แต่อยากจะลองใช้ CS5 ก็สามารถไปดาวน์โหลดตัวโปรแกรมได้ที่ www.adobe.com ซึ่งพอติดตั้งเสร็จแล้ว จะเป็นแบบทดลองใช้ 30 วัน ถ้าใครอยากใช้แบบถาวรไปเลย ก็ต้องไปซื้อแผ่นลงโปรแกรมเพราะเขาจะมีรหัสคีย์โปรแกรมมาให้ แต่ถ้าใครไม่อยากเสียตังค์ อยากใช้แบบฟรีๆ ล่ะก็ ลองไปหา Keygen กันเองนะครับ หรือถ้าใครหาไม่เจอ อยากได้จิงๆ โพสต์ E-mail บอกไว้ได้นะครับ

รีวิวหน้า จะเป็นการแนะนำเครื่องมือต่างๆ ในโฟโต้ชอปนะครับ

ภาษาดอกไม้(กุหลาบ)

25 ม.ค.

คุณรู้หรือไม่ว่าดอกไม้แทบทุกชนิดมีค่ามีความหมายในตัวเอง เราจึงได้นำความหมายดีๆ ของดอกไม้ที่นิยมมอบให้กัน มาฝาก ไม่แน่นะเราอาจจะได้ไอเดียเก๋ๆ หาดอกไม้ที่ถูกใจคู่รัก และมีความหมายในความรักของคุณและเขาก็ได้ เพราะความในใจบางอย่างที่แฝงมากับดอกไม้หนึ่งช่อที่คุณจะมอบให้กับคนพิเศษ ซึ่งแต่ละดอกในหนึ่งช่อดอกไม้นั้น หากคุณตั้งใจที่จะเลือกสรรเพื่อสื่อความในใจทั้งหมดที่มีอยู่ ดอกไม้แต่ละดอกอาจสื่อได้ดีกว่าคำพูดล้านคำ หรือคำพูดบางคำที่คุณอยากจะบอกแต่ยากที่จะพูดให้ดอกไม้บอกแทนก็ได้…

กุหลาบ
กุหลาบแดงและขาวรวมกัน : ดอกไม้สำหรับสื่อความหมายให้รู้ว่า “สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน”
กุหลาบสีชมพู : ดอกไม้สำหรับความงดงามและความอ่อนโยน
กุหลาบสีเหลือง : เป็นดอกไม้ที่บอกเป็นนัยว่า “ขอเป็นชู้ทางใจ” หรือ หมายถึงความสุข สนุกสนาน ร่าเริง
กุหลาบสีส้ม : ดอกไม้เพื่อบอกความในใจถึงความรักและสิ่งที่ผ่านมา
กุหลาบแดงเข้ม (สีเหมือนไวน์แดง) : แทนคำว่า “เธอช่างสวยเหลือเกิน”
กุหลาบสีขาว : ดอกไม้สำหรับบอกว่า “ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”
กุหลาบตูมที่มีทั้งใบและหนาม : เป็นดอกไม้ที่บอกให้รู้ว่า “แม้ฉันจะวิตกอยู่บ้าง แต่รู้ว่าเธอคงไม่ปฎิเสธ”
กุหลาบตูมที่ริดใบทิ้งหมด : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าน่ากลัวไปหมด
กุหลาบตูมที่ริดหนามทิ้งหมด : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นถึงความหวังที่มีอย่างเปี่ยมล้น
กุหลาบตูมสีแดง : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไร้เดียงสา “รักของฉันเพิ่งแรกแย้ม และอ่อนต่อโลก”
กุหลาบตูมสีขาว : ดอกไม้ที่แสดงถึงความมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไร้เดียงสาในเรื่องความรัก
กุหลาบบานหนึ่งดอก และกุหลาบตูม 2 ดอก : เป็นดอกไม้ที่บอกว่า “นี่คือความรักที่ฉันแอบซ่อนไว้”
กุหลาบบานสีแดง : ดอกไม้สำหรับบอกให้รู้ว่า “ฉันรักเธอเข้าแล้ว”
กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว : เป็นดอกไม้ที่เขาอยากจะบอกให้คุณรู้ว่า “ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว”
กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว : ดอกไม้สำหรับแทนความหมาย “เสน่ห์ของเธอมันจืดจางลงแล้ว”
กุหลาบไร้หนาม : เป็นดอกไม้ที่สื่อให้รู้ว่า “เธอช่างมีเสน่ห์น่าหลงไหลแม้ยามแรกพบ”
กุหลาบดอกเดียว : ดอกไม้สำหรับแทนความหมาย รักฉันแม้เรียบง่าย แต่ก็มั่นคงกับเธอผู้เดียว”

กล้วยไม้

23 ม.ค.

กล้วยไม้ หรือ เอื้อง เป็นพืชดอกที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยมีประมาณ 880 สกุล และประมาณ 22,000 ชนิดที่มีการยอมรับ(อาจมากกว่า 25,000 ชนิด)[1] คิดเป็น 6–11% ของพืชมีเมล็ด[2] มีการค้นพบราวๆ 800 ชนิดทุกๆปี มีสกุลใหญ่ๆคือ Bulbophyllum (2,000 ชนิด), Epidendrum (1,500 ชนิด), Dendrobium (1,400 ชนิด) และ Pleurothallis (1,000 ชนิด) สายพันธุ์ของกล้วยไม้ที่ขึ้นและเติบโตในป่าเรียกว่า กล้วยไม้ป่า

กล้วยไม้จัดอยู่ในกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว อยู่ในวงศ์กล้วยไม้ มีลักษณะการเติบโตแบบต่างๆ ได้แก่

กล้วยไม้อากาศ คือ กล้วยไม้ที่เกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น โดยมีรากเกาะอยู่กับกิ่งไม้หรือลำต้น
กล้วยไม้ดิน คือ กล้วยไม้ที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินที่ปกคลุมด้วยอินทรีย์วัตถุ
กล้วยไม้หิน คือ กล้วยไม้ที่ขึ้นตามโขดหิน
ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง

แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดา ข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง

หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้น ให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการ กล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัด ต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวง แคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ใน ประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วย ไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา

มะลิ

23 ม.ค.

มะลิลา หรือ มะลิซ้อน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum sambac) ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Arabian jasmine เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย สูง 15-25 ซม. ใบออกตรงข้าม รูปไข่กว้าง 3.5 – 4.5 ซม. ยาว 4-7 ซม. ปลายแหลม โคนมน ก้านใบสั้น มี 3 ใบใน 1 ข้อ ดอกสีขาว กลิ่นหอมแรง ออกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ใช้ทำเป็นน้ำลอยมะลิ ใช้ทำเป็นขนมไทย[1]

มะลิลาและมะลิซ้อนเป็นพืชชนิดเดียวกันแต่เป็นคนละรูปแบบ สังเกตุได้จากดอกที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน[2] มะลิลามีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกดังนี้: ข้าวแตก (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) เตียมูน (ละว้า เชียงใหม่) มะลิ (กลาง) มะลิขี้ไก่ (เชียงใหม่) มะลิซ้อน (กลาง) มะลิป้อม (เหนือ) มะลิลา (กทม.,กลาง) และ มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน) [2]

ดอกลิลลี่

16 ม.ค.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lilium hybrids

ชื่อสามัญ Lily, Easter Lily

ลิลลี่ (Lily, Lilium hybrids) เป็นไม้ดอกประเภทหัว มีดอกขนาดใหญ่เป็นสง่าและสวยงามมาก บางชนิดมีกลิ่นหอมมาก นับว่าเป็นดอกไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในปัจจุบัน ใช้ได้ทั้งเป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ชนิดที่นิยมปลูกในปัจจุบันคือ ลิลลี่ปากแตร เนื่องจากดอกมีรูปทรงเหมือนแตร ชนิดนี้มีดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ในต่างประเทศเรียก Easter lily อีกชนิดหนึ่งเป็นลูกผสมเอเชีย (Asiatic hybrids) มีช่อดอกตั้ง มีดอกหลายสี ชนิดนี้มีดอกไม่หอม อีกชนิดหนึ่งมีดอกหอมมากมีราคาแพงที่สุด คือลูกผสม Oriental hybrids

ในพื้นที่ของโครงการหลวง เช่น ดอยปุย ดอยอ่างขาง และดอยอินทนนท์ พบว่ามีลิลลี่พันธุ์พื้นเมือง หรือเรียกว่าลิลลี่ดอยขึ้นอยู่ในป่า ออกดอกในเดือนสิงหาคมดอกหอมมากโดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่มีอากาศหนาวเย็น

ปัจจุบันนี้โครงการหลวงได้ทำการวิจัยขยายพันธุ์ลิลลี่ โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้เกษตรกรชาวเขาปลูก นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ลิลลี่ลูกผสมต่างชนิด โดยใช้พ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศผสมกับลิลลี่ดอยอีกด้วย

สภาพที่เหมาะสมในการผลิต

1. วัสดุปลูก ลิลลี่ปลูกได้ในดินที่มีการระบายน้ำ และอากาศดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ph 6 – 7 รักษาความชื้นในแปลงโดยการคลุมดิน ด้วยวัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว

2.อุณหภูมิ ช่วงแรกของการเจริญเติบโต ต้องการอุณหภูมิประมาณ 12 – 15 ซ.หากต่ำกว่านี้จะทำให้ยอดเจริญช้าเกินไป หลังจากนั้นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของลิลลี่ คือ กลางคืน 14 – 16 ซ. และกลางวัน 22 – 25 ซ.

3. ความชื้น ที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ของลิลลี่ คือความชื้น สัมพัทธ์ ร้อยละ 80 – 85 ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงความชื้น แบบกระทันหัน เพราะจะทำให้เกิดใบไหม้ (leaf scorn) ในพันธุ์ที่อ่อนแอ กับอาการนี้ หารมีการเปลี่ยนแปลงควรค่อยเป็น ค่อยไป จึงควรใช้การพรางแสง การระบายอากาศ และการให้น้ำ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง อันรวดเร็วน

4. แสง ในช่วงอากาศร้อน อุณหภูมิสูง ทำให้คุณภาพดอกต่ำ ในช่วงแดดจัดควร พรางแสงให้ ลิลลี่กลุ่มเอเชียติก และลองจิฟลอรัม ร้อยละ 50 ส่วนกลุ่ม ออเรียนเทิล ร้อบละ 70 การพรางแสง ยังช่วยรักษาความชื้นด้วย

การปลูก

แปลงปลูกควรยกแปลงสูง 20 – 30 ซ.ม กว้าง 1 เมตร เว้นทางเดิน 50 ซ.ม

ระยะปลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวพันธุ์ เมื่อได้รับหัวพันธุ์ ในลักษณะแช่แข็ง (- 4 ซ.) ให้เปิดถุงพลาสติกในร่มมีหลังคา และปล่อยให้ละลายในถุง เป็นเวลา 1 – 2 วัน จากนั้น จึงนำไปปลูก โดยขุดหลุม และกลบดินเหนือหัวพันธุ์ประมาณ 10 – 15 ซ.ม เพื่อให้รากที่เกิดขึ้นบนต้นเหนือหัวพันธุ์เจริญได้สมบูรณ์ที่สุด ร้อยละ 90 ของการเจริญของลิลลี่ขึ้นอยู่กับรากนี้

การให้น้ำ

ควรให้น้ำ 2 – 3 วันก่อนปลูกเพื่อให้ดินชื้น ในระยะแรกที่ปลูกใหม่ จากนั้น ควรรดน้ำวันละครั้ง ในช่วงเช้า พยายามให้ดินมีความชื้นอยู่ เสมอ

การให้ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า ๆ หรือปุ๋ยหมัก ปริมาณ 1 ลูกบาตรเมตร ต่อพื้นที่ 100 ตรม. ให้ปุ๋ยครั้งแรก 3 สัปดาห์หลังปลูก ควรให้ปุ๋ย แคลเซี่ยมไนเตรต สูตร 15 – 0 – 0 อัตรา 1 กก. ต่อพื้นที่ 100 ตรม. ต่อมาให้สูตร 12 – 10 – 18 ทุก 2 สัปดาห์ หลังตัดดอกแล้วหากต้องการเก็บหัวพันธุ์ ควรให้ปุ๋ยที่มี โปแตสเซี่ยมสูง เพื่อช่วยในการพัฒนาหัว เช่นสูตร 13 – 13 -21 ทุก 2 สัปดาห์

การเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว

ระยะที่เหมาะสมในการตัดดอกลิลลี่ นั้น จะแตกต่างกันแล้วแต่สายพันธุ์ แต่หลักการทั่วไป คือ ควรตัดดอกลิลลี่ ในระยะที่ดอกล่างสุดตูม เริ่มแสดงสี และพร้อมที่จะบานในวันถัดไป เพื่อความสะดวกในการขนส่ง หรือสังเกต ระยะก่อนดอกบาน 1 วัน เป็นระยะที่เหมาะสมในการตัดดอก การตัดดอกเร็วเกินไปทำให้ทำให้ดอกบานช้า สีซีด จำนวนดอกบานน้อย และคุณภาพต่ำ ควรตัดช่อ โดยเหลือต้นไว้เหนือดินประมาณ 10-20 ซม. จากนั้นควรคัดเกรด ตามจำนวนดอก ความยาว และความแข็งแรงของก้าน ควรริดใบที่โคนก้านใบประมาณ 10 ซม. เพื่อยืดอายุการปักแจกัน และป้องกันน้ำเสีย มัดกำ คัดก้าน เนื่องจากดอกลิลลี่เสียหายง่าย หากได้รับแก๊สเอ็ทธิลีน หลังการตัดดอก ควรแช่ในสาร ชิลเวอร์ไธโอซัลเฟส อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นจึงย้ายใส่ในน้ำสะอาด ที่ปรับค่า ph เท่ากับ 3.5 เก็บที่อุณหภูมิ 3-5 ซ.ม. หากได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้อง จะสามารถเก็บดอก ลิลลี่ ในห้องเย็นเป็นเวลา นานถึง 4 สัปดาห์ แต่ใบอาจเป็นสีเหลือง หรือน้ำตาลแม้ว่าจะเก็บในช่วง สั้นก็ตาม

ดอกทิวลิบ

16 ม.ค.

ทิวลิปเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว รูปใบเล็กเรียวยาว ปลายใบแหลม เส้นแขนงใบจะเป็นแนวขนานไปตามความยาวของใบ และเรียวลู่ไปรวมกันที่บริเวณปลายใบ ใบแต่ละใบจะออกสลับทิศทางตรงข้ามกัน ต้นหนึ่งๆ จะออกใบประมาณ 3-4 ใบ โดยปรกติทิวลิปจะมีขนาดสูงระหว่าง 12-18 นิ้ว ซึ่งก็ต้องแล้วแต่พันธุ์และชนิดของทิวลิปแต่ละอย่าง ดอกของทิวลิปก็เช่นเดียวกัน มีหลายแบบ หลายสี และหลายขนาด แต่โดยปรกติดอกทิวลิปจะเป็นดอกไม้รูปถ้วย ยามบานไม่บานแฉ่ง แต่จะบานเพียงแค่แย้มๆ กลีบออก ให้รู้ว่าเป็นดอกทิวลิปที่บานแล้ว แต่อย่างบายแฉ่งก็มีบ้าง เหมือนกัน เช่น พวกดอกทิวลิปซ้อนหลายๆ ชั้น ปรกติดอกทิวลิปจะมีกลีบดอกซ้อนกันเพียง 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ กลีบดอกของทิวลิปมีสีสันต่างๆ มากมายหลายเฉดสี นับตั้งแต่สีแสด แดง ส้ม เหลืองเข้ม เหลือง เหลืองอ่อน ชมพู ขาว และสีสลับลายหลายอย่าง มีทั้งสีเดียวล้วนๆ และสีผสมในดอกเดียว หรือที่เรียกว่า ”Broken Tulips” เกสรผู้เป็นสีเหลืองอ่อน หรือขาวเป็นแท่งรูปหัวศรมี 6 เส้น เกสรเมียมีขนาดโตกว่าเกสรผู้ อยู่กึ่งกลางเกสรผู้ เป็นลักษณะแท่งรูปสามเหลี่ยมยาว 2 – 2.5 เซนติเมตร ( ซึ่งมีขนาดยาวไล่เลี่ยกับเกสรผู้ ) ปลายเกสรเมียแต่ละเหลี่ยม งอลงเป็นสามแฉก ส่วนที่ปลายเกสรผู้บางพันธุ์อาจจะเป็นติ่งสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำก็มี